วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์อิสลาม

Posted by salman sai On 07:12 1 ความคิดเห็น


ประวัติศาสตร์อิสลามยุคนบีถึงคอลีฟะฮ์ทั้งสี่


อิสลาม” เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การยอมจำนน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม เมื่อนำคำว่า อิสลาม มาเป็นชื่อของศาสนาจึงมีความหมายว่า เป็นศาสนาแห่งการยอมนอบน้อม จำนนต่อพระเจ้าคือ อัลลอฮ์อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายที่ถูกประทางลงมาจากชั้นฟ้าด้วยความพอพระทัยของอัลลอฮ์ที่จะมอบให้แก่มวลมนุษยชาติ พระองค์ทรงส่งท่านศาสดามุฮัมมัด บุตร อับดุลลอฮ์ มานำทางมนุษย์และญิน เพื่อให้ความเอกะแด่พระองค์ในการเป็นพระผู้อภิบาลและการเป็นพระเจ้า พร้อมทั้งยอมจำนนต่อ




พระประสงค์ของพระองค์ด้วยความพอใจและสมัครใจ ปฏิบัติตามคำบัญชาใช้ของพระองค์และออกห่างไกลจากคำสั่งห้ามของพระองค์ และพิพากษาความผิดตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ พร้อมทั้งยึดมั่นในจริยธรรมอันสูงส่งแห่งอิสลาม โดยการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักการอิสลาม 5 ประการ และหลักศรัทธาอีก 6 ประการ เพื่อให้เกิดคุณธรรมในจิตสำนึกอันจะนำมาซึ่งการเกื้อกูลกันในสังคม อิสลาม เป็นศาสนาที่ถูกกำหนดมาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกซึ่งมีพระนามว่า อัลลอฮ์ ดังนั้น อิสลามจึงเริ่มต้นตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกในโลกนี้ คือ อาดัม และในทุกยุคทุกสมัยอัลลอฮ์ได้แต่งตั้งศาสนทูตของพระองค์ เพื่อทำหน้าที่สั่งสอนผู้คนให้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง และปฏิบัติตามข้อบัญญัติของพระองค์ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน บรรดาศาสนาก่อนหน้าศาสดามุฮัมมัดนั้นยังมิได้เรียกชื่อว่าเป็น ศาสนาอิสลาม จนกระทั่งถึงยุคของศาสดามุฮัมมัด ท่านได้เผยแพร่ข้อบัญญัติจากอัลลอฮ์โดยใช้ชื่อว่า อิสลาม หรือ ศาสนาอิสลาม ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจึงมักเข้าใจว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อ 1,400 กว่าปีที่ผ่านมา

อิสลาม เป็นคำสอนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดให้แก่มวลมนุษยชาติในโลกนี้ ไม่ใช่คำสอนที่ถูกกำหนดมาเพื่อเฉพาะกลุ่มชนชาวอาหรับเท่านั้น เพียงแต่ว่าศาสดามุฮัมมัด เป็นชาวอาหรับจึงเริ่มเผยแพร่จากถิ่นที่อยู่ของท่านและได้ขยายออกสู่ดินแดนต่างๆ ของโลก

บรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลาม แก่มนุษย ชาติ ศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอหฺ แห่งอารเบีย ได้รับ มอบหมายให้เผยแผ่ สาร์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพ ศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมมัด พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมา ในเวลา 23 ปีจันทรคติ ได้รับการรวบรวม ขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต มนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตน บนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า

“มุสลิม” เป็นคำภาษาอาหรับเช่นกัน หมายถึง ผู้ที่นอบน้อมยอมจำนนต่อข้อบัญญัติของอัลลอฮ์นั่นก็หมายถึงผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม



 คอลีฟะห์ อบูบักร รอฏียัลลอฮํฮูอันฮู

 ท่านอบูบักรมีชื่อจริงว่า อับดุลลอฮฺ ท่านเป็นบุตรของ อบูกุฮาฟะฮฺ ท่านได้รับฉายานามว่า  “อัศศิดดิ๊ก” แปลว่า “ผู้ยืนยันถึงความจริง” สาเหตุที่ท่านได้รับฉายานามเช่นนี้ เนื่องจากว่า ท่านนบีมูฮำหมัด ได้เดินทางอิสรออฺจากมัสยิดหะรอมไปยังมัสยิดอักซอ ในยามค่ำคืนแล้วกลับมาในตอนใกล้รุ่งเช้า แล้วท่านได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกกุเรชซึ่งเป็นกาฟิรฟัง พวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านอบูบักรฟัง แล้วถามว่าท่านเชื่อเหตุการณ์นี้หรือไม่ ท่านอบูบักรกล่าวว่า “เชื่อ”และเชื่อยิ่งกว่าเหตุการณ์นี้อีก เชื่อข่าวที่มูฮำหมัดนำมาจากฟากฟ้า ” ท่านจึงได้รับฉายานามว่า “อัศศิดดิ๊ก”

                 ท่านอบูบักรสืบเชื้อสายตระกูล ตะมีม เผ่ากุเรช ท่านเกิดในเมืองมักกะห์ หลังจากท่านนบีมูฮำหมัด 2 ปี ท่านเป็นเพื่อนร่วมอพยพของท่านนบีมูฮำหมัด จากเมืองมักกะห์ไปยังเมืองมะดีนะห์ และท่านเป็นที่ปรึกษาของท่านนบีในการบริหารกิจการของอาณาจักรอิสลาม ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านนบีทุกครั้ง และเป็นซอฮาบะห์เพียงไม่กี่คนที่ยืนหยัดต่อสู้  ในสงครามหุไนนฺ ขณะที่มีข่าวลือว่า ท่านนบีมูฮำหมัด  เสียชีวิตแล้ว ท่านได้สละทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮฺ และได้ซื้อทาสมุสลิม จำนวน 7 คน ปล่อยให้เป็นอิสระ ขณะที่พวกเขาถูกกุเรชทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อให้พวกเขาละทิ้งอิสลาม แล้วหันมาบูชารูปเจว็ดเช่นเดิม ในบรรดาทาสเหล่านี้ได้แก่ ท่านบิลาล  อิบนุรอบาหฺ มุอัซซินของท่านนบีมูฮำหมัด ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในบัญญัติศาสนา มีความละเอียดอ่อนในการใช้ความคิด

               ท่านอบูบักรได้รับการแต่งตั้งจากท่านนบีมูฮำหมัด ให้เป็นผู้นำบรรดามุสลิม เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในปี  ฮ.ศ.9 และเป็นอิมามนำบรรดามุสลิมละหมาด ขณะที่ท่านนบีมูฮำหมัดป่วยหนัก

                            ระว่างที่บรรดามุสลิมทะสงครามยัรมูก ท่านอบูบักรได้ถึงแก่กรรมลง ท่านอุมัรอิบนุคอฏฏอบ ได้ดำรงตะแหน่งคอละฟะห์คนที่ 2 ท่านได้ส่งหนังสือไปแจ้งแก่ท่านคอลิด อิบนุวะลีด ซึ่งเป็นแม่ทัพของบรรดามุสลิม โดยปลดท่านออกจากตำแหน่ง  และหท่านอบูอุบัยดะห์ อิบนุ ญิรรอห์ ดำรงตำแหน่งแทน ท่านคอลิดได้ปกปิดข่าวนี้ไว้ โดยเกรงว่าจะเกิดความระส่ำระส่ายขึ้นภายในกองทัพ ท่านคอลิดได้นำกำลังทหารมุสลิมทำการสู้รบจนกระทั่งประสบชัยชนะ ท่านจึงได้ประกาศการถึงแก่กรรมของท่านอบูบักรและการดำรงตะแหน่งคอลีฟะห์ของท่านอุมัร และได้มอบตำแหน่งแม่ทัพให้แก่ท่าน อบูอุบัยดะห์ อิบนุญิรรอห์

              อบูบักรถึงแก่กรรมเดือนญามาดิ้ลอาคิร ฮ.ศ.13 ในเมืองมะดีนะห์ และถูกฝังอยู่เคียงข้างท่านนบีมูฮำหมัด โดยอายุได้ 63 ปี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ 2 ปี 3 เดือน

คอลีฟะห์อุมัร อิบนุ คอฏฏอบ (ฮ.ศ.13-23)



คอลีฟะห์อุมัร เป็นบุตรของอัลคอฏฏอบ บุตรของนุไฟอฺ มีฉายานามว่า อัลฟารุก ( ผู้จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ) มีชื่อเล่นว่า อบูฮัฟสฺ ท่านสืบเชื้อสายมาจาก ตระกูลตะดียฺ จากเผ่ากุเรช ท่านเกิดหลังจากท่านนบีมูฮำหมัด 13 ปี ท่านได้รับการเลี้ยงดูให้มีความกล้าหาญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และพูดจริง

                             ท่านนบีมูฮำหมัด  ประกาศศาสนาอิสลาม ท่านอุมัรเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านอย่างรุนแรง และได้ทำร้ายต่อบรรดามุสลิม จนกระทั่งอัลเลาะห์ทรงเปิดหัวใจของท่านให้นับถือศาสนาอิสลาม ท่านจึงกลายเป็นกำลังสำคัญ ในการปกป้องศาสนาอิสลาม และมุสลิมจากการทำร้ายของกาฟิร ลักษณะและอุปนิสัยของคอลีฟะห์อุมัร คอลีฟะห์อุมัรเป็นผู้ที่มีร่างกายสูงใหญ่ แข็งแรง มีผิวขาวปนแดง เสียงดังไม่ค่อยหัวเราะ อ้วนท้วม มีความเด็ดขาดและยุติธรรม มีสติปัญญาเฉียบแหลม รังเกียจความอธรรม ยืนหยัดในความจริง มีความบริสุทธิ์ในศาสนา การดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ เมื่อคอลีฟะห์อบูบักรป่วยลง ท่านได้เรียกบรรดาซอฮาบะห์ของท่านร่อซูล มาเพื่อปรึกษาหารือ ถึงผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์คนต่อไป ท่านได้เสนอให้ท่านอุมัรเป็นคอลีฟะห์เนื่องจากว่าท่านอุมัร เป็นผู้ที่มีความเด็ดขาด มีความยุติธรรม ยืนหยัดอยู่กับความจริง และกลัวว่าจะเกิดความแตกแยกระหว่างมุสลิม บรรดาซอฮาบะห์ของท่านนบีมูฮำหมัด เห็นชอบด้วยที่จะให้ท่านอุมัรเป็นคอลีฟะห์สืบต่อจากท่านอบูบักร

 คอลีฟะห์อุสมาน


  ท่านอุสมานเป็นบุตรของอัฟฟาน บุตรของอัลอาศ ท่านมีชื่อเล่นว่า อบูอัมรฺ และมีฉายานามว่า ซุนนูรอยนฺ เนื่องจากว่าท่านได้แต่งงานกับลูกสาวของท่านนบีมูฮำหมัด 2 คน คนแรกคือ นางรุกอยยะห์ เมื่อนางรุกอยยะห์ถึงแก่กรรม ท่านได้แต่งงานกับอุมมุกัลโซม  ท่านสืบเชื้อสายมาจากตระกูลอุมัยยะห์ จากเผ่ากุเรช ท่านเกิดหลังจากท่านรอซูล 5 หรือ 6 ปี


            ท่านอุสมานเป็นบุคคลแรกๆที่เข้านับถือศาสนาอิสลาม ท่านเป็นอาลักษณ์คนหนึ่งของท่านนบีมูฮำหมัด และได้ร่วมทำสงครามกับท่านรอซูล ทุกครั้ง นอกจากสงครามบัดรฺ เนื่องจากท่านต้องดูแลภรรยาท่านที่เจ็บป่วย

            คอลีฟะห์อุสมานมีความอ่อนโยน เป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวกุเรช โดยเหตุนี้ ท่านรอซูล จึงส่งให้ท่านเป็นทูตเพื่อเจรจากับพวกชาวกุเรช และมีการทำสัญญาซึ่งเรียกว่า “สัญญาฮุดัยบียะห์” ท่านเป็นผู้ที่ใจบุญ โดยบริจาคทรัพย์สินจำนวนมากในหนทางของอัลเลาะห์ เกี่ยวกับความใจบุญของท่านนั้น ท่านได้บริจาคทรัพย์สินของท่านทั้งหมด ในการเตรียมกองทัพ เพื่อรบกับพวกฆอซาซีนะห์ ซึ่งกองทัพนี้มีชื่อว่า “กองทัพขาดแคลน” ในสมัยคอลีฟะห์อุมัร ได้เกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนอาหาร ท่านได้บริจาคสินค้าและอาหารในกองคาราวานของท่านทั้งหมด ให้แก่ผู้ยากจนในเมืองมะดีนะห์

 ก่อนที่คอลีฟะห์อุมัรจะถึงแก่กรรม บรรดามุสลิมได้ขอให้ท่านคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์สืบต่อจากท่าน คอลีฟะห์อุมัรจึงได้เสนอชื่อซอฮาบะห์อาวุโสของท่านนบีมูฮำหมัด 6 คน ให้พวกเขาปรึกษาหารือกัน เพื่อคัดเลือกคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ บุคคลทั้งหกได้แก่ ท่านอาลี อิบนุอบีฏอลิบ  ท่านอุสมาน อิบนุอัฟฟาน  ท่านซะอัด อิบนุอบีวักก้อส  ท่านอัลดุลเราะห์มาน อิบนุอุบัยดิลลาห์ ในที่สุดก็ได้มีการคัดเลือกให้ท่านอุสมานดำรงตำแหน่องคอลีฟะห์

 คอลีฟะห์ อาลี

 คอลีฟะห์อาลี เป็นบุตรของท่านอบูฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงของท่านนบีมูฮำหมัด  ท่านมีฉายานามว่า อบูตุร้อย ท่านเกิดภายหลังท่านนบีมูฮำหมัด เป็นเวลา 32 ปี ท่านนบีมูฮำหมัด ได้เลี้ยงดูท่านอาลีตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ท่านอาลีเป็นเด็กคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม ขณะนั้นท่านมีอายุไม่ถึง 13 ปี ท่านเป็นผู้ที่นอนแทนท่านนบีมูฮำหมัด ในค่ำคืนที่ท่านนบีอพยพ ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านนบีมูฮำหมัดทุกครั้ง นอกจากสงครามตะบู้ก


             ท่านอาลีมีรูปร่างค่อนข้างเตี้ย อ้วน ผิวดำแดง มีเคราขาว ตาโต มีความกล้าหาญ ฉลาดรอบรู้ พูดจาฉะฉาน ท่านแต่งงานกับท่านหญิงฟาติมะห์ บุตรสาวของท่านนบีมูฮำหมัด

 เมื่อคอลีฟะห์อุสมานถูกสังหาร บรรดามุสลิมต่างมีความเห็นแตกต่างกัน เกี่ยวกับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์หลังจากนี้ แต่ส่วนมากได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอาลี เป็นคอลีฟะห์ โดยเป็นผู้อาศัยอยู่ในแคว้นหิญ้าซ ประเทศอิรัก อียิปต์ และคูรอซาน แต่ซ่อฮาบะห์ของท่านนบีมูฮำหมัด และผู้ที่อยูในตระกูลอุมัยยะห์ไม่ยอมให้สัตยาบันแก่ท่านอาลี ที่สำคัญได้แก่ ท่านฏอลฮะห์ อิบนุอุบัยดิลลาห์  ท่านสุเบร อิบนุเอาวาม  ท่านมุอาวียะห์ อิบนิอบีซุฟยาน มุสลิมในประเทศชาม และท่านอัมรฺ อิบนุอาศ



 คอลีฟะห์อาลีเริ่มงานของท่านด้วยการสอบสวนหาผู้ที่ฆ่าคอลีฟะห์อุสมาน  แต่ก็ไม่สามารถจับกุมผู้ที่ฆ่าคอลีฟะห์อุสมาน หลังจากนั้นท่านได้ถอดผู้ปกครองหัวเมืองบางคนที่คอลีฟะห์อุสมานแต่งตั้งออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการร้องเรียนของประชาชน ในพฤติกรรมของพวกเขา ในจำนวนนี้ยังมีท่านมุอาวียะห์ อิบนิอบีซุฟยาน รวมอยู่ด้วย โดยเหตุนี้จึงทำให้บางคนไม่พอใจต่อการกระทำของท่าน ขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในตระกูลอุมัยยะห์ ก็กล่าวหาว่าท่านละเลย ไม่จัดการหาฆาตกรผู้ฆ่าคอลีฟะห์อุสมานมาลงโทษ และได้เรียกร้องให้ล้างแค้นให้แก่คอลีฟะห์อุสมาน ซึ่งทำให้ชาวชามและมุสลิมบางคนคล้อยตามคำเรียกร้องของพวกเขา ขณะเดียวกันคอลีฟะห์อาลี ก็ได้ย้ายที่ทำการจากเมืองมะดีนะฮ์ไปอยู่ ณ เมืองกูฟะห์ ประเทศอิรัก

 ขณะเกิดความยุ่งเหยิงในหมู่มุสลิม พวกค่อวาริจ 3 คนคือ อิบนุลมุลญิม อัลบิกรฺ อิบนุอับดิลลาห์ และอัมรฺ อิบนุบักร ได้ตกลงกันที่จะสังหารบุคคล 3 คนคือ ท่านอาลี อิบนุอบีฏอลิบ  ท่านมุอาวียะห์ อิบนุอบีซุฟยาน และท่านอัมรฺ อิบนุลด้าศ แต่อับดุลเราะห์มาน อิบนุลมุลญิม เพียงคนเดียวที่ปฏิบัติตามแผนการได้สำเร็จ โดยฆ่าท่านอาลี ขณะที่ท่านกำลังเดินทางออกจากที่พัก เพื่อไปละหมาดซุบฮิ โดยใช้ดาบอาบยาพิษฟันที่หน้าผากของท่าน จึงทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นอีก2วัน ท่านก็เสียชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 40 โดยที่ท่านมีอายุ 63 ปี และดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์เป็นเวลา 5 ปี

1 ความคิดเห็น:

ขอบคุณ ได้ความรู้เยอะเลย

แสดงความคิดเห็น